News & Article Details
การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเเละศักยภาพของคู่ค้าสู่ความยั่งยืน
ห่วงโซ่อุปทาน คือ กระบวนการตั้งแต่จัดหาวัตถุดิบ จัดเก็บ ขนส่ง และการจัดจำหน่ายจนนำสินค้าไปส่งถึงมือผู้บริโภค ในแต่ละกระบวนการของห่วงโซ่อุปทานจะมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกัน ซึ่งต้องมีการติดต่อกับคู่ค้าหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายและผู้ขนส่ง ซึ่งลูกค้าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ส่งผลให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน ผู้มีส่วนได้เสียอื่น อาทิ ผู้บริโภค ผู้ลงทุน พนักงาน และสังคม ต่างให้ความสำคัญและเรียกร้องให้ธุรกิจบริหารจัดการประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
ดังนั้นบริษัทควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่คำนึงถึงประเด็นด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) เข้ามาบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หรือที่เรียกว่า การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Management)

Sustainable Supply Chain Management คือ อะไร
Sustainable Supply Chain Management คือ การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันในทุกๆ ด้านของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็น วิธีการจัดซื้อที่ยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบของการดำเนินของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ทำไม Sustainable Supply Chain Management มีความสำคัญ?
การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนมีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีการตระหนักถึงผลกระทบของกิจกรรมของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ผู้บริโภคมีการตัดสินใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากธุรกิจที่ดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืนมากขึ้น และเลือกที่จะสนับสนุนบริษัทที่แสดงความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งนักลงทุนยังพิจารณาธุรกิจที่พร้อมปรับเปลี่ยนและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสังคม การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้ย่อมส่งผลเสียต่อการซื้อขายกับลูกค้าในระยะยาวได้นอกจากนี้ การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนยังช่วยลดความเสี่ยงที่ธุรกิจจะหยุดชะงักเนื่องจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยังช่วยลดต้นทุนในกระบวนการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างนวตกรรมใหม่ๆ ที่สอดรับกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป อันนำมาซึ่งการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
Sustainable Supply Chain Management กับการดำเนินธุรกิจ
การนำ Sustainable Supply Chain Management มาดำเนินงานต้องครอบคลุมทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีเเนวทางการนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1.การพัฒนากลยุทธ์ความยั่งยืน
การวางแผนกลยุทธ์ความยั่งยืนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวนั้น เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และลงมือปฏิบัติโดยบูรณาการความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจ (ESG) เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และที่สำคัญคือกลยุทธ์ควรที่จะสอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจโดยรวมของบริษัทและควรมีการสื่อสารกับทุกฝ่าย
2.การร่วมมือกับคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์
การสร้างการมีส่วนร่วมกับคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ เพื่อสื่อสารความคาดหวังและความตั้งใจขององค์กรในการบริหารจัดการความยั่งยืน ตลอดจนหาแนวทางเพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันและสร้างพลังความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน คืออีกส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนและเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ในระยะยาวอีกด้วย
3.การตรวจสอบและวัดผลการดำเนินงาน
การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ต้องมีมาตรการในการตรวจสอบเเละวัดผลการดำเนินงานเพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ที่เกี่ยวกับความยั่งยืนได้นำไปใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นอกจากนี้ยังควรจัดทำการรายงานผลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับความยั่งยืนและเผยแพร่ต่อสาธารณะ ร่วมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้บริโภค หรือ นักลงทุน
ข้อดีของการมีห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
บริษัทที่นำเอา Sustainable Supply Chain Management มาใช้งานอย่างเต็มที่ จะส่งผลให้มีการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหลากหลายด้าน ได้เเก่
- ลดความเสี่ยงของธุรกิจ
Sustainable Supply Chain Management ช่วยให้บริษัทสามารถระบุและลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการดิสรัปต์ของห่วงโซ่อุปทานและความเสียหายทางด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียงขององค์กร
- ด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียง
Sustainable Supply Chain Management สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทได้ โดยแสดงให้เห็นถึงการมุ่งมั่นต่อการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และดำเนินการธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี (ESG) รวมถึงป้องกันความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ขององค์กร (reputational risk) จากการดำเนินธุรกิจที่ขัดต่อหลัก ESG
- ด้านความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์
Sustainable Supply Chain Management ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ ผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ โดยการแสดงให้เห็นถึงการมุ่งมั่นที่จะใช้วิถีทางการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร ดังนั้นการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจึงถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว ส่งเสริมการทำงานร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเป็นที่ยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน
ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในโซ่อุปทานอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ เช่น ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมาจากมลพิษ การปล่อยของเสีย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเสี่ยงด้านสังคมอาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้ประโยชน์จากแรงงานที่ไม่เป็นธรรม ส่วนความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจอาจจะเป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการส่งของล่าช้าหรือส่งมอบสินค้าไม่มีคุณภาพ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ดังนั้น เพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงต้องมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจของผู้มีส่วนได้เสีย การปฏิบัติตามกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนขององค์กร และประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
การจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน
บริษัทควรกำหนดขั้นตอนในการระบุความเสี่ยงในทุกๆขั้นตอนการดำเนินงาน เพื่อประเมินและคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า เพื่อกำหนดและปฏิบัติตามแผนบรรเทาความเสี่ยงในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างสอดคล้องกัน นอกจากนี้ยังต้องกำหนดกระบวนการคัดกรองและตรวจประเมินการทำงานของคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสอบทานว่าสามารถรองรับกระบวนการผลิตและการเติบโตขององค์กร รวมถึงเพื่อให้มั่นใจได้ว่าคู่ค้าปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านคุณภาพและความยั่งยืนขององค์กร อันจะส่งผลให้บริษัททำธุรกิจร่วมกันกับคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเเนวทางการดำเนินงานดังต่อไปนี้
1. การระบุความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในโซ่อุปทาน ซึ่งรวมถึงการประเมินผลกระทบของกิจกรรมต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัทสามารถใช้เครื่องมือและแหล่งข้อมูลด้าน ESG ที่เชื่อถือได้ เช่น การประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) หรือการตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าว่ามีเหตุการณ์ละเมิดข้อกำหนดด้าน ESG เกิดขึ้นภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่
2. การประเมินระดับของความเสี่ยงและการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการวัดความน่าจะเป็นและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเสี่ยงที่ส่งผลเสียต่อธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทระบุคู่ค้าที่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจสูงและจัดลำดับความสำคัญ
3. หลังจากตรวจสอบความเสี่ยงและประเมินความเสี่ยงแล้ว บริษัทควรพัฒนานโยบาย และขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อลดความเสี่ยง โดยการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อปรับปรุงวิธีการดำเนินธุรกิจ และการนำเสนอแนวทางเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
4. การตรวจสอบและวัดผลเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่ากลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวกับความยั่งยืนได้รับการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวกับความยั่งยืนและติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายเหล่านั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานให้กับผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ อันได้แก่ ผู้บริโภค นักลงทุน และหน่วยงานต่างๆ
การบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานเพื่อความยั่งยืน จึงเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้บริษัทสามารถผสมผสานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจในทุกๆ ด้านตลอดห่วงโซ่อุปทาน นำมาซึ่งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มความตระหนักเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม และช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร ซึ่งส่งผลดีต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจในระยะยาวขององค์กร และในทางตรงกันข้าม การไม่ปรับตัวของธุรกิจอาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของการแข่งขันและการส่งผลในแง่ลบต่อการจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานเพื่อการยั่งยืนในอนาคต