News & Article Details

กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

กฎหมายมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและควบคุมการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เพื่อให้บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีการบังคับใช้ พรบ.ห่วงโซ่อุปทาน (German Supply Chain Due Diligence) ในเยอรมนี ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายนี้ เนื่องจาก EU เป็นตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าประเภทเกษตรและอาหาร เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งกลุ่มธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องเตรียมการปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดเพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ ต่อไปนี้คือข้อกำหนดบางประการที่รวมอยู่ใน พรบ.ห่วงโซ่อุปทาน

1.ข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม
ว่าด้วยเรื่องระเบียบการจัดการของเสีย การกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่ออกมาในระหว่างการผลิตและการขนส่ง รวมถึงการวางมาตรฐานประสิทธิภาพด้านพลังงาน

2.กฎระเบียบด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน
ว่าด้วยเรื่องกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของคนงานและรับรองการปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงาน การบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

3.กฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และความปลอดภัย
กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการออกแบบให้มีความทนทาน ซ่อมแซมและรีไซเคิลได้ เพื่อลดของเสียและลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง

4.กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน
การบังคับใช้กฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน โดยสนับสนุนซัพพลายเออร์ที่ปฏิบัติตามแนวทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่านั้น

ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานที่บังคับใช้ การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนไม่ได้ขับเคลื่อนโดยข้อกำหนดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงจริยธรรมและความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคสำหรับผลิตภัณฑ์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกด้วย